วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

แบบพินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ

การทำพินัยกรรมไว้แต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือเป็นการแช่งตัวเอง กลับจะเป็นการดีเสียอีกที่เมื่อเราตาย ลูกหลานจะได้ไม่ต้องมาฟ้องร้องแย่งมรดกกันให้เอิกเกริกเปล่าๆ การทำพินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องของทรัพย์สิน ให้มีผลบังคับเมื่อเราตายก็ได้ กฎหมายกำหนดรูปแบบพินัยกรรมไว้หลายแบบ ซึ่งสามารถทำกันเองก็ได้ หรือจะทำเป็นเอกสารต่อทางราชการก็ได้ เพียงแต่คนที่จะสามารถทำพินัยกรรมได้จะต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

1.พินัยกรรมแบบธรรมดา จะต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ขณะที่ทำพินัยกรรมขึ้น และผู้ทำต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน หรือผู้ทำอาจพิมพ์ลายนิ้วมือก็ได้ ซึ่งพยานทั้งสองคนนั้นจะต้องต้องลายมือชื่อรับรองลายมือหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรม

2.พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ผู้ทำต้องเป็นผู้เขียนข้อความเองทั้งหมด และผู้ทำต้องลงลายมือชื่อเท่านั้น จะใช้ตราประทับหรือพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ได้ พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับนี้ไม่จำเป็นต้องมีพยาน

3.พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ต้องให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเป็นผู้ทำให้ แต่อาจทำกันนอกที่ว่าการอำเภอก็ได้ เสร็จแล้วผู้ทำต้องลงลายมือชื่อไว้ และจะต้องมีพยานสองคนลงลายมือชื่อไว้ด้วย จากนั้นนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะต้องเขียนรับรองพินัยกรรม พร้อมทั้งประทับตราตำแหน่งไว้ด้วย

4.พินัยกรรมแบบเอกสารลับ ผู้ทำจะเขียนหรือพิมพ์ขึ้นเอง หรือให้ผู้อื่นเขียนให้ก็ได้ แล้วลงลายมือชื่อใส่ซองปิดผนึกและลงลายมือชื่อตรงรอยผนึกนั้น เอาไปให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเก็บรักษาไว้ พร้อมทั้งนำพยานอีกสองคนไปให้ถ้อยคำเพื่อบันทึกไว้บนซองเอกสารต่อนายอำเภอ จากนั้นผู้ทำและพยานทั้งสองคนลงลายมือชื่อไว้บนซองนั้น พินัยกรรมแบบนี้จะทำขึ้นนอกที่ว่าการอำเภอไม่ได้

5.พินัยกรรมแบบวาจา ต้องเป็นกรณีอยู่ในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น โดยผู้ทำจะต้องแสดงเจตนาของตนว่าเมื่อตนตายไปแล้วจะยกทัพน์สินให้ใคร ต่อหน้าพยานสองคนซึ่งอยู่ด้วยกันขณะนั้น จากนั้นพยานสองคนนั้นต้องรีบไปแสดงตัวต่อนายอำเภอโดยเร็วที่สุด เพื่อแจ้งข้อความที่ผู้ทำสั่งไว้พร้อมรายละเอียดวันเดือนปี เพื่อให้นายอำเภอจดข้อความไว้ แล้วให้พยานทั้งสองคนลงลายมือชื่อ

ตัวอย่างการเขียน พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
พินัยกรรม
ทำที่ บ้านเลขที่ 34 ถนนบ้านไร่ หมู่ 5 ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
วันที่ 15 กันยายน 2537
ข้าพเจ้านายสิทธิชัย กาญจนา อายุ 31 ปี อยู่ บ้านเลขที่ 34 ถนนบ้านไร่ หมู่ 5 ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
"ข้าพเจ้าขอทำพินัยกรรมว่าเมื่อข้าพเจ้าถึงแก่ความตายแล้ว ให้ทรัพย์สินของ ข้าพเจ้าตกแก่บุคคลดังต่อไปนี้"
ข้อ 1 ให้เงินข้าพเจ้าจำนวน 1,000,000 บาท ที่ฝากไว้กับธนาคารออมสิน สาขากาญจนบุรี
ตกแก่นายธรรมนูญ เทียนทอง
ข้อ 2 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1233 ตำบลวังคัง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี รวมสิ่งปลูก
สร้างบนที่ดินดังกล่าว ตกแก่นางสมศรี เจริญลาภ
ข้อ 3 ให้รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า 1 คัน หมายเลขทะเบียน ป-6789 ราชบุรี ตกแก่นางสำเภา ชมสวน
ข้าพเจ้าขณะทำพินัยกรรมฉบับนี้ มีสติสัมปชัญญะปกติบริบูรณ์ดี

ลงชี่อ.............ผู้ทำพินัยกรรม

นายธงไชย สอนเรืองวิทย์

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

พินัยกรรม

ตามกฎหมาย เมื่อผู้ใดเสียชีวิตลง มรดกของผู้นั้นย่อมจะตกเป็นของทายาท เช่น บิดา มารดา บุตร สามีหรือภรรยา เป็นต้น ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด แต่หากก่อนที่บุคคลนั้นจะเสียชีวิตเขาอาจทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนให้แก่ผู้ใดก็ได้ โดยบุคคลที่ถูกระบุให้เป็นผู้รับมรดกอาจไม่ใช่ทายาทเสมอไป

ดังนั้นพินัยกรรมจึง
หมายถึง การแสดงความประสงค์ที่จะให้ทรัพย์สินของเราตกเป็นของบุคคลบางคนเมื่อเราตายไปแล้ว มิใช่การยกทรัพย์สินให้แก่ผู้อื่นในขณะที่เจ้าของทรัพย์สินยังมีชีวิตอยู่ การทำพินัยกรรมต้องทำตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด

พินัยกรรมแบบธรรมดา
การทำพินัยกรรมแบบธรรมดาถือว่าเป็นพินัยกรรมแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด บางรายจะว่าจ้างทนายความเป็นผู้จัดทำหรือร่างข้อความในพินัยกรรมให้ตามความประสงค์ของผู้ทำ
หลักเกณฑ์การทำพินัยกรรมแบบธรรมดา
1. ต้องทำเป็นหนังสือ
2. ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ
3. ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน จะลงลายมือชื่อหรือพิมพ์นิ้วมือก็ได้
4. การขูด ลบ ตกเติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น ซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ในขณะที่ขูด ลบ ตกเติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้น ได้ลงวัน เดือน ปี และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อ หรือพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานอย่างน้อยสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น (ต้องเป็นพินัยกรรมแล้ว)


ตัวอย่าง พินัยกรรมแบบธรรมดา
พินัยกรรม


ทำที่บ้านเลขที่ 3 หมู่ 2 ต.กันตา อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
วันที่ 1 มกราคม 2550

ข้าพเจ้า นางไข่มุก วาจาดี อายุ 73 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12 ม. 3 ต.ยายชา อ.สามพรานจ.นครปฐม ขอทำพินัยกรรมไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้าถึงแก่กรรมไปแล้ว ทรัพย์สินของข้าพเจ้าให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของบุคคลดังต่อไปนี้
ข้อที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 123 เลขที่ดิน 456 ต.เขายายเที่ยง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เนื้อที่ 10ไร่พร้อมบ้านบนที่ดินให้ตกเป็นของนายประสงค์ สามารถ
ข้อที่ 2 ให้เงินสดในบัญชีที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาปากช่อง ทั้งหมดให้ตกเป็นของนางดวงใจ ใจเพชร
ข้อที่ 3 ให้ทรัพย์สินอื่น ๆ นอกจากนี้ ให้ตกเป็นของ นางสาวรัศมี นาดี แต่เพียงผู้เดียว
พินัยกรรมฉบับนี้ข้าพเจ้าและพยานได้อยู่พร้อมกัน ข้าพเจ้าได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกันและพยานทั้งสองคนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าข้าพเจ้าโดยพร้อมเพรียงกัน ขณะทำพินัยกรรมนี้ข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ดี เพื่อเป็นหลักฐานจึงลงลายมือชื่อไว้

ลงชื่อ ……………………………. ผู้ทำพินัยกรรม
(ไข่มุก วาจาดี)
ลงชื่อ……..….………………… พิมพ์หรือเขียน,พยาน
(สดศรี ดวงเลิศ)
ลงชื่อ……………………… พยาน
(ดวงฤดี มีชัย)


ข้อที่ควรระวัง
พินัยกรรมเป็นเอกสารที่มีความสำคัญ ดังนั้น ก่อนที่จะทำพินัยกรรมผู้ทำต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อนว่าเจตนาจะยกทรัพย์สินให้ใครเพราะการทำพินัยกรรมเป็นการกำหนดการยกทรัพย์สินหรือความประสงค์ที่จะจัดการเรื่องบางเรื่องไว้ล่วงหน้าสำหรับการตายในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องยกทรัพย์สินให้ทายาทตามกฎหมายของเราเท่านั้น หากพินัยกรรมได้ทำไปแล้วและถูกต้องก็ต้องบังคับตามพินัยกรรม ทายาทอื่นจะมาอ้างขอแบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมที่ทำยกให้ผู้อื่นไปแล้วมิได้ เพราะพินัยกรรมคือการแสดงเจตนาที่สำคัญของเจ้ามรดกที่กฎหมายยอมรับและบังคับให้ค่ะ

นาวสาวมุกดา คลองยวน รปศ.501 เลขที่25

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

การดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ได้วางหลักแห่งความผิดเอาไว้ว่า "ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะ
ได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษ" ตามหลักกฎหมายข้างต้น ผู้ที่ทำความผิดนี้ จะต้องได้
1. มีเจตนา (ที่จะทำ)
2. ดูหมิ่น (การดูหมิ่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม ทำให้อับอาย ทำให้เสียหาย สบประมาท หรือการด่า หรือการดูถูก ซึ่งเป็นเรื่องของการลดคุณค่าของผู้ถูกดูหมิ่นในทางสังคมลงมา การดูหมิ่นอาจจะกระทำด้วยคำพูด หรือว่าแสดงท่าทางออกมาก็ได้ และต้องดูหมิ่นเจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง)
3. เจ้าหน้าที่ (ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ และในขณะที่ถูกดูหมิ่นก็ต้องอยู่ในระหว่างเวลาการทำงานอยู่)
4. ซึ่งได้ทำตามหน้าที่ หรือเพราะได้ทำหน้าที่ (ต้องเป็นหน้าที่ตามตำแหน่งงานนั้นๆ)
ตัวอย่างเช่น
นายเอขับรถกลับจากงานเลี้ยงด้วยความที่รีบกลับบ้านจึงผ่านไฟแดงมาตลอดทาง หลังจากนายเอขับรถมาได้ซักระยะหนึ่งก็พบกับด่านตรวจและถูกเรียกให้จอดรถ หลังจากนั้นตำรวจจึงแจ้งขอหากับนายเอและเขียนใบสั่งให้กับนายเอ ขณะที่ตำรวจกำลังเขียนใบสั่งให้นายเออยู่นั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า "ช่วงนี้สงสัยตำรวจเอาตังไปเที่ยวหมดเลยมาตั้งด่านเงินไปเที่ยวต่อ"
จากกรณีนี้เมื่อพิจารณาตามมาตราที่ 136
1.นายเอมีเจตนาที่จะกระทำให้เจ้าพนักงานเสียหาย
2.นายเอได้ทำการพูดให้เจ้าพนักงานได้รับความเสียหาย
3.นายเอได้กระทำในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังเขียนใบสั่งให้
4.ขณะที่นายเอกระทำความผิดนั้นตำรวจได้ทำงานตามหน้าที่ของตน
ดังนั้น นายเอจึงมีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายธงไชย สอนเรืองวิทย์ เลขที่13 รปศ.501

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

การแจ้งความเท็จ

นายสมชายขับรถบรรทุกชนรถตู้นายสมศักดิ์ทำให้ลูกชายและผู้โดยสารในรถตู้เสียชีวิต ต่อมานายสมมีขับรถผ่านมา แต่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุและได้เห็นรถตู้พุ่งชนรถบรรทุกในช่องทางเดินรถของรถบรรทุก และนายสมมีได้บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า นายสมศักดิ์ขับรถตู้ผิดเลนชนกับรถบรรทุกนายสมชาย ต่อมาเมื่อสอบปากคำทั้งสองฝ่ายทำให้รู้ว่านายสมชายเป็นคนขับรถบรรทุกชนรถตู้นายสมศักดิ์
กรณีนี้นายสมมีผิดฐานแจ้งความเท็จแก่พนักงานสอบสวนการกระทำของนายสมมีจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ตาม มาตรา 172 บัญญัติว่า ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวน คดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้ อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นส.เบญจวรรณ ขวัญพรหม เลขที่ 18 รปศ.501

การให้สิ้นบนแก่เจ้าพนักงาน

การให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน
คำว่า “สินบน” ในภาษาไทยยังรวมไปถึงคำโบราณอย่าง “ส่วย” ซึ่งเป็นการเก็บรายได้ชนิดหนึ่งของรัฐตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยแล้ว แต่ปัจจุบัน “ส่วย” ถูกใช้เรียก “รายได้” นอกระบบที่เหล่าเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะ “ตำรวจ” เรียกเก็บจากธุรกิจร้านค้า หาบเร่แผงลอย คนขับรถบรรทุก รวมไปถึงอาบอบนวด แม้ว่าบางครั้งจะพยายามเรียกคำพูดเหล่านี้ให้ดูหรูว่า “ค่าคุ้มครอง” โดย ทั่วไปแล้วการจ่ายเงินสินบนนั้นจะกระทำกันอย่างลับๆ จึงทำให้ไม่มีใบเสร็จรับเงิน แต่คนเก็บส่วยจะมี สมุดจดโพยลูกค้า” ว่าใครที่ยังไม่จ่ายเงินสินบนด้วยเหตุนี้เองเงินสินบนจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อ ว่า “เงินใต้โต๊ะ” แม้ว่าในชีวิตจริงจะไม่มีใครยอมเอาเงินมาจ่ายเป็นสินบนใต้โต๊ะก็ตาม

ตัวอย่าง
นายรวยนำเอกสารปลอมพร้อมด้วยเงิน 5,000 บาท มอบให้ เจ้าพนักงานทำหน้าที่ช่วยเสมียนทะเบียนยานพาหนะ เพื่อให้จัดการจดทะเบียนรถยนต์ให้ เจ้าพนักงานทำหน้าที่ช่วยเสมียนทะเบียนไม่รับเอกสารปลอมกับเงินนั้นไว้ และไม่รับดำเนินการให้

นายรวยมีความผิดฐานตาม มาตรา144 บัญญัติไว้ว่าผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์หรือประโยชน์อื่นแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐสมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่ให้กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


นางสาวมุกดา คลองยวน เลขที่ 25 รปศ.501

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

เหตุแห่งการฟ้องหย่า

ชีวิตมีการเริ่มต้นก็ต้องมีจุดจบ มีเกิดก็ต้องมีตาย เมื่อถึงจุดจบ แต่ละคนก็เป็นไปตามวิถี ชีวิตของตน ชีวิตการแต่งงานก็เช่นกัน มีการสิ้นสุดลงโดยวิธีการหย่าร้าง การตายจากกัน การละทิ้ง การแยกกันอยู่ คู่สมรสอาจจะอยู่กันนาน บางคู่ก็อาจจะอยู่กันสั้น

การหย่าร้าง คือ การสิ้นสุดชีวิตแต่งงานของคู่สมรส เป็นการแตกแยกของบุคคลที่เคยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด การหย่าร้างในตัวของมันเองเป็นเรื่องเศร้า เป็นการทำลายความรัก ความเชื่อของบุคคลที่เคยผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง แต่การหย่าร้างก็ไม่ใช่ความเศร้าที่ถาวร เพราะอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขได้เหมือนกัน
มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้
(1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(2) สามีหรือภริยาประพฤติชั่ว ไม่ว่าความประพฤติชั่วนั้นจะเป็นความ ผิดอาญาหรือไม่ ถ้าเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่ง
(ก) ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง
(ข) ได้รับความดูถูกเกลียดชังเพราะเหตุที่คงเป็นสามีหรือภริยาของฝ่าย ที่ประพฤติชั่วอยู่ต่อไป หรือ
(ค) ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินควร ในเมื่อเอาสภาพฐานะ และความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(3) สามีหรือภริยาทำร้าย หรือทรมานร่างกายหรือจิตใจ หรือหมิ่น ประมาทหรือเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ถ้าเป็นการร้ายแรง อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4) สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่ง นั้นฟ้องหย่าได้
(4/1) สามีหรือภริยาต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก และได้ถูกจำคุก เกินหนึ่งปีในความผิดที่อีกฝ่ายหนึ่งมิได้มีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดนั้นด้วย และการเป็นสามี ภริยากันต่อไปจะเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกิน ควร อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(4/2) สามีและภริยาสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยู่ตามคำสั่งของ ศาลเป็นเวลาเกินสามปี ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(5) สามีหรือภริยาถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญ หรือไปจากภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่เป็นเวลาเกินสามปี โดยไม่มีใครทราบแน่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่าง ไร อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(6) สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตาม สมควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอา สภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่าย หนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(7) สามีหรือภริยาวิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวิกลจริตนั้นมี ลักษณะยากจะหายได้ กับทั้งความวิกลจริตถึงขนาดที่จะทนอยู่ร่วมกัน ฉันสามีภริยาต่อไปไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(8) สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ทำให้ไว้เป็นหนังสือในเรื่องความ ประพฤติอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
(9) สามีหรือภริยาเป็นโรคติดต่ออย่างร้ายแรงอันอาจเป็นภัยแก่อีกฝ่าย หนึ่งและโรคมีลักษณะเรื้อรัง ไม่มีทางที่จะหายได้ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้
(10) สามีหรือภริยามีสภาพแห่งกายทำให้สามีหรือภริยานั้น ไม่อาจร่วม ประเวณีได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้


ตัวอย่าง
นายแดงและนางเขียวเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย พักอาศัยอยู่ด้วยกันที่บ้านบิดาของนางเขียว นายแดงประพฤติชั่ว ทำตนเสเพล เที่ยวกลางคืนดื่มสุราเป็นอาจิณ หาเรื่องทะเลาะวิวาทและทำร่างนางเขียว ตลอดดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ดุด่าบิดามารดาของนางเขียวอย่างร้ายแรง ไม่ประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว บิดาของนางเขียวจึงไล่จำเลยออกจากบ้าน นางเขียวจึงทำการฟ้องหย่านายแดงได้ตามมาตรา1516 (3)และ(6)
นายธงไชย สอนเรืองวิทย์ เลขที่13

กฎหมายอาญา

เ็ป็นคดีตอนที่ นายวีระ มุกสิขพงศ์ จำเลย ดำรงตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สังกัดพรรค ประชาธิปัตย์ (ปี พ.ศ.2529)

" จำเลยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการและเลขาธิการพรรคการเมือง ได้กล่าวต่อประชาชนเพื่อช่วยหาเสียงให้แก่สมาชิกพรรคการเมืองของตนมีความว่า ถ้าเลือกเกิดได้ จะเลือกเกิดใจกลางพระบรมมหาราชวังออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระไม่ต้องมายืนตาก แดด พูดให้ประชาชนฟังถึงเวลาเที่ยงก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทม ตื่นอีกทีบ่ายสามโมงพอตกเย็นก็เสวยน้ำจัณฑ์ให้สบายอกสบายใจ เป็นการกล่าวเปรียบเทียบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราช กุมาร องค์รัชทายาททรงมีความเป็นอยู่สุขสบาย ไม่ต้องปฏิบัติพระราชภารกิจใด ๆ ต่างกับจำเลยที่เป็นลูกชาวนา ต้องทำงานหนัก ซึ่งข้อความที่จำเลยกล่าวนั้นไม่เป็นความจริงจึงเป็นการใส่ความโดยประการที่ น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯลฯ ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง "

" ผมถ้าเลือกเกิดเองได้ ผมจะไปเลือกเกิดทำไมเป็นลูกชาวนาจังหวัดสงขลา จะไปเลือกเกิดอย่างนั้นทำไม ถ้าเลือกเกิดได้ก็เลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังนั่น ออกมาเป็นพระองค์เจ้าวีระซะก็หมดเรื่อง ไม่จำเป็นต้องออกมายืนตากแดดพูดให้พี่น้องฟังเวลาอย่างนี้เที่ยง ๆ ก็เข้าห้องเย็น เสวยเสร็จก็บรรทมไปแล้วตื่นอีกทีก็บ่ายสามโมง ที่มายืนกลางแดดอยู่ทุกวันนี้ ก็มันเลือกเกิดไม่ได้ "


" จำเลยได้ไปกล่าวปราศรัยที่หน้าที่ว่าการอำเภอสตึก ต่อหน้าประชาชนที่มาฟังประมาณ 1หมื่นคน มีข้อความตอนหนึ่งว่า ถ้าคนเราเลือกที่เกิดได้ผมทำไมจะไปเกิดเป็นลูกชาวนาที่สงขลา ให้มันโง่อยู่จนทุกวันนี้ผมเลือกเกิดมันใจกลางพระบรมมหาราชวังไม่ดีเหรอ เป็นพระองค์เจ้าวีระไปแล้ว ถ้าเป็นพระองค์เจ้าป่านนี้ก็ไม่มายืนพูดให้คอแหบ คอแห้ง นี่เวลาก็ตั้งหกโมงครึ่ง ผมเสวยน้ำจัณฑ์ เพื่อให้มันสบายอกสบายใจไม่ดีกว่าเหรอ ที่มายืนพูดนี่ก็เมื่อยพระชงฆ์เต็มทีแล้วนะ "

พระบรมมหาราชวัง เป็นของพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงสร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ ประทับของพระองค์และพระบรมราชินี เป็นที่ประสูติพระราชโอรสและพระธิดา

จำเลยกระทำความผิดนั้นจำเลยพูดโดยมี เจตนาจะแก้ข้อที่ว่าคนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถที่จะเลือกทำความดีได้


ส่วนการที่จำเลยยกเรื่องดังกล่าวขึ้นพูด "เป็นเรื่องอุปมาอุปไมย" เพื่อให้ประชาชนเข้าใจชัดว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้จริง ๆ


จำเลยไม่ได้มุ่งที่จะเปรียบเทียบหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือองค์รัชทายาทแต่อย่างใดคำว่าถ้าเลือกเกิดได้นั้นเป็นเรื่องที่จำเลย สมมุติตัวเองขึ้น และคำว่าพระองค์เจ้าวีระนั้นจำเลยหมายถึงตัวจำเลยเอง เป็นเรื่องที่จำเลยสมมุติขึ้น


บทสรุป

ศาฎีกา

ให้ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทงเป็นจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, 91 ให้จำคุกกระทงละ 3 ปีรวมสองกระทง เป็นจำคุก 6 ปี


อันเป็นการจบชีวิตทางการเมืองของนายวีระเช่นนี้แล


แต่สุดท้ายก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ จากการดำนินเรื่องและการช่วยเหลือของ "พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้น"
นายธงไชย สอนเรืองวิทย์ เลขที่13

ผู้ติดตาม